เจ.เอ็น.ทรานสอส (ประเทศไทย),  บริษัทร่วมทุนระหว่าง ไทย-สิงคโปร์, จำหน่าย ไฟเบอร์กลาส เรซิ่นอุปกรณ์ต่างๆ และ ชิ้นงานสำเร็จรูป ทั้งปลีก-ส่ง  
จากที่บริษัทได้ให้ความสำคัญในการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดไฟเบอร์กลาสและเรซิ่นในภูมิภาคนี้ประกอบกับกลุ่มลูกค้าในภูมิภาคเอเชียใต้ยังมีทางเลือก
ที่จำกัดในการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมและได้ประสบกับความไม่สะดวกในการนำเข้าสินค้าหลายๆอย่างจากต่างประเทศโดยตรงหลายครั้งที่สิน
ค้าไม่ตรงกับที่กำหนดไว้ เราจึงได้เสนอทางเลือกที่จะเป็นผู้แก้ปัญหาและรับความเสี่ยงดังกล่าว ด้วยประสบการณ์และศักยภาพของทีมงาน เรามั่นใจที่จะนำประ
โยชน์มาสู่กลุ่มลูกค้าในแถบเอเชียใต้โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งทางเราเป็นจุดศูนย์กลาง ในการบริหารงานและการให้บริการ ทางเราตระหนักดีว่าแค่เพียงการ
ผลิตและการเสนอขายใยแก้วหรือเรซิ่นมิอาจตอบรับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ทางบริษัทได้สร้างคุณค่าเพิ่มโดยการเพิ่มสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต
ชิ้นงานไฟเบอร์ที่ลดภาระให้ลูกค้าที่จะต้องหารสินค้าต่างๆจากผู้ผลิตมากรายหรือจากผู้จำหน่ายรายย่อยที่มีต้นทุนสูง
 

 
A Thai-Singapore Joint-Venture company, offer fiberglass and resin products, wholesale and retail.  
Whether you are reginal, national or local players we can bring more benefit to you!!!
J.N. Transos (Thailand) is regional-base trading company.   Though being located in Bangkok, J.N. Transos will promote full range of fiberglass' product in South Asia.   To serve our customers better, we also carry many associated products like resin, hardener, mold release agent, tools, pigment paste, especially finished products with high craftmanship. 
 

 
 

 

 
บทความ ความเป็นมาของแผ่นรังผึ้ง (honey comb) ที่ใช้ในงานไฟเบอร์กลาส
เรียบเรียงโดย จุติ เพียรล้ำเลิศ

อะไรคือแผ่นรังผึ้ง

     ในที่นี้เราหมายถึงแผ่นรังผึ้งที่เรามาใช้ในการขึ้นรูปชิ้นงานไฟเบอร์กลาส เป็นแผ่นขึ้นรูปจากวัสดุแผ่นบางมาติดเข้าด้วยกันในแนวตั้งให้เหมือนกับ
เซลหกเหลี่ยมในรังผึ้งตามธรรมชาติแต่ลักษณะอาจเปลี่ยนไปได้เป็นเซลทรงกลม,ทรงสี่เหลียมหรือรูปทรงอื่นๆ ก็ได้    จะใช้ในงานที่ต้องการลดน้ำหนัก
แต่คงความหนาที่ต้องการไว้เป็นหลัก เช่นผนังเรือ  หลังคารถ ปีกเครื่องบิน  ท่อ ถัง  ใบบัดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  โดมเรดาร์อันที่จริงก็มีวั่สดุหลายอย่าง
ที่เราใช้เสริมเข้าไปในการขึ้นรูปชิ้นงานไฟเบอร์ได้   นอกเหนือจากการใช้เรซิ่น และ ใยแก้ว ล้วนๆ   ไม่ว่าจะเป็นไม้อัด  ไม้บัลซ่า  แผ่นโพลีเอสเตอร์
อัดเสริมความหนา   แผ่นรังผึ้งเองก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน   แต่สิ่งที่จะได้จากแผ่นรังผึ้งคือทั้งความเบาและความแข้งแรงในขณะเดียวกันเมื่อเทียบ
กับวัสดุอย่างอื่นที่ใช้กันอยู่    แผ่นรังผึ้งในปัจจุบันมีมากมาย  ทำขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างกันไป เช่นกระดาษ อลูมิเนียม โพลีเอทลีน  โพลีโพรไพลีน ฯลฯ   
  ก่อนที่จะมาเป็นแผ่นรังผึ้งรับแรงในปัจจุบันนั้นแรกเริ่มเดิมทีนับย้อนไปประมาณเมื่อ
2000 ปีก่อน   ชนชาติจีนได้นำกระดาษมาทำเป็นรังผึ้งขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับ
ตกแต่งบ้าน   แม้ในทุกวันนี้เราก็ยังเห็นรังผึ้งกระดาษที่ประดับตกแต่งตามเพดานหรือ
ตามต้นคริสตมาสอยู่      งานรังผึ้งที่ใช้ในงานโครงสร้างแรกๆ นั้นเห็นจะเป็นงานสร้าง
สะพานรถไฟข้ามในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1845 โดยใช้ไม้ประเภทที่ใช้ทำลังไข่ทำเป็น
ตะแกรงเซลสี่เหลี่ยมแล้วปิดด้วยฝาและท้องสกีของเครื่องบินน้ำที่ใช้ในสมัยนั้น
   โครงสร้างแซนวิชแบบนี้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ2 
เครื่องบินน้ำของอิตาลีทั้งฝูงบินก็ใช้ไม้อัดประกบกับไม้บัลซ่าบินไปได้ถึงบราซิลในช่วง
ทศวรรษ 1920 และบินไปร่วมงานการบินโลกที่ชิคาโก้ในปี1930นั่นเป็นการแสดง
ให้โลกในขณะนั้นได้เห็นถึงพิสัยการบินที่ระยะไกลมากๆได้โดยใช้โครงสร้างแซนวิช
การผลิตในเชิงอุตสหกรรมของแผ่นรังผึ้งเริ่มต้นในทศวรรษที่ 30 เมื่อ นาย J.D. Lincoln นำกระดาษมาทำเป็นรูปรังผึ้งแล้วปิดด้านบนและด้านล่าง
(แซนวิช) ด้วยแผ่นไม้บาง  ใช้ในการทำชุดเฟอร์นิเจอร์    ต่อมาได้มีการนำแผ่นรังผึ้งกระดาษมาพัฒนาทำเป็นโดมเรดาร์ในเครื่องบินสื่อสาร
หรือเครี่องบินสอดแนมของทางทหาร  แต่ข้อเสียของแผ่นรังผึ้งกระดาษก็คือการดูดความชื้น  พอในช่วงปลายทศวรรษ จึงได้มีการพัฒนาจากการใช้
กระดาษมาเป็นวัสดุชนิดอื่นๆ มาขึ้นรูปเป็นแผ่นรังผึ้งแทน เช่นวัสดุจำพวกผ้าฝ้าย , ผ้าใยแก้ว รวมไปถึงแผ่นอลูมิเนียม
      ในช่วงเดียวกันนั้นเองบริษัท Havilland Airplane ก็ได้ทำการออกแบบและพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้โครงสร้างแซนวิชมาทำเป็นโครงของ
เครื่องบิน   ผลที่ได้จากการพัฒนาได้นำไปสู่การยอมรับและนำโครงสร้างแบบแซนวิชไปใช้ในวงการอากาศยานอย่างกว้างขวาง   โดยเฉพาะ
ในเกาะอังกฤษที่นักออกแบบอากาศยานได้ทำการค้นคว้าจนนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างแบบแซนวิชที่ดียิ่งขึ้นและมีวัสดุที่ใช้ทำแผ่นรัง
ผึ้งและแผ่นปิดทีแข็งแรงและเบายิ่งขึ้นมาจนถึงปี 1945 ที่ได้มีการผลิตแผ่นรังผึ้งเป็นอลูมิเนียม 100% ขึ้นมา และยังได้มีการพัฒนาตัวประสาน(กาว)
ระหว่างแกนกลางคือแผ่นรังผึ้งและแผ่นปิดโดยได้แก้ไขปัญหาในเรื่องกาวที่มักจะไหลเยิ้มเข้าไปสู่เซลรังผึ้งแทนที่จะอยู่แต่บนขอบเซลที่เป็นจุดรอย
ต่อกับแผ่นปิด    อย่างไรก็ตามในช่วงนั้นก็ยังมีปัญหาสารระเหยจากกาวอยู่ค่อนข้างมาก  ผนังเซลรังผึ้งจะต้องทำเป็นรูพรุนเล็กๆ เพื่อให้สารระเหย
นี้ระบายออกไปทางด้านข้างตามความหนาของแผ่น   ไม่อย่างนั้นสารระเหยเหล่านื้จะดันออกทางข้างบนและด้านล่างทำให้แผ่นปิดติดกับแผ่นรังผึ้ง
ได้ไม่ดี      แม้ในปัจจุบันแผ่นรังผึ้งแบบพิเศษก็ยังทำให้ผนังเซลมีรูพรุนอยู่เพื่อใช้ในงานทางอวกาศที่ไม่ต้องการให้มีการกักของอากาศอยู่ในเซลรังผึ้ง
นอกจากงานรับแรงแล้วแผ่นรังผึ้งยังถูกใช้ในวงการอื่นๆได้ด้วย เช่น เป็นตัวซึมซับแรงกระแทก(หลักการเดียวกับ crumple zone ในรถยนต์)  
เป็นตัวปรับทิศทางการไหลของอากาศ  เป็นตัวควบคุมการถ่ายเทอุณหภูมิ  เป็นตัวกั้นเสียงและลดเสียงสะท้อน  เป็นตัวกระจายแสง  รวมถึงการใช้เป็น
ตัวกั้นความถี่วิทยุ   ซึ่งเราจะยังไม่กล่าวถึงในที่นี้
                            
ทำไมถึงควรใช้แผ่นรังผึ้ง
หลักการเบื้องต้นของการใช้แผ่นรังผึ้งคือต้องการลดน้ำหนักของชิ้นงานโดยคำนึงถึงความแข็งแรงด้วย    นอกจากสองข้อหลักนี้ข้อที่สามก็คือหลักการ
กระจายการรับแรงไปทั่วๆพื้นผิวเพื่อให้พื้นผิวคงความเรียบเสมอกันไว้โดยไม่เสียรูปทรงเช่นการยุบตัวเป็นช่วงๆของแผ่นพื้นผิวที่วางอยู่บนคาน
เพียงอย่างเดียว  ยกตัวอย่างในการออกแบบปีกเครื่องบินที่ต้องคงความเรียบสม่ำเสมอของพื้นที่ปีกเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้อย่างราบลื่น   โดยปรกติ
แผ่นวัสดุที่ทำปีกเครื่องบินจะเป็นแผ่นอลูมิเนียมที่จะไปยึดอยู่กับโครงปีก (rib) เพื่อขึ้นรูปเป็นปีก  ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดรอยยุบตัวตรงช่วงกลางระหว่าง rib
ที่ไม่มีอะไรมารองรับ   โดยเฉพาะเมื่อมีแรงกดหรือแรงดันของอากาศขณะทำการบิน  ความไม่เรียบของพื้นที่ปีกนี้เองที่จะทำให้เกิดแรงฉุดขึ้นเมื่อ
เครื่องบินเริ่มมีความเร็ว    ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขโดยใช้แผ่นรังผึ้งที่วางเต็มพื้นที่ปีกและวางตั้งแต่ส่วนโค้งด้านบนของปีกจรดด้านล่างจะรอง
รับแรงที่เข้ามากระทำต่อปีกในทุกๆ ตารางนิ้วโดยกระจายแรงกระทำนั้นไปทั่วๆไม่ให้ตกไปอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปและคงความเรียบสม่ำเสมอ
ของพื้นที่ปีกไว้ได้ข้อดีของการใช้โครงสร้างแซนวิชแบบรังผึ้งอีกอย่างคือการทนต่อการล้าของโครงสร้าง  ดูที่แผนภูมิที่ 1   ข้อมูลจากการทดลอง
การทนความล้าของโครงสร้างแซนวิชแบบรังผึ้งที่เสียงระดับต่างๆกัน เปรียบเทียบกับโครงสร้างแบบใช้ rib โดยทั่วไป แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างแบบ
แซนวิชรังผึ้งสามารถทนระดับเสียง 167 เดซิเบลได้ 460 ชั่วโมงในขณะที่โครงสร้างทั่วไปทนได้เพียง 3 นาที   นั่นก็เป็นผลมาจากการที่โครงสร้าง
ทั่วไปใช้รีเว๊ท (ตะปูอลูมิเนียม) ยิงยึดแผ่นพื้นผิวเข้าไวกับ rib ซึ่งก่อให้เกิดแรงเค้นรวมจุดไปที่รีเว๊ท  ในขณะที่โครงสร้างแบบแซนวิชรังผึ้งจะ
ใช้ตัวประสานระหว่างแผ่นผิวกับรังผึ้งทำให้ไม่มีแรงเค้นรวมไปที่จุดใดจุดหนึ่ง     
                        
ทั้งนี้ทั้งนั้นการออก แบบใช้งานแผ่นรังผึ้งหลักๆก็ยังเป็นเรื่องของการลดน้ำหนักอยู่ดี   ให้ดูในภาพข้างล่างแสดงให้เห็นการนำเอาแผ่นอลูมิเนียม
ความหนา .8มม มาประกบกัน   แบบที่ 1 ทางซ้ายมือเอาแผ่นอลูมิเนียมมาประกบกันเฉยๆ    แบบที่ 2  เอามาประกบกันโดยมีแผ่นรังผึ้งหนา 1.6มม
แทรกกลาง และแบบที่ 3 เอามาประกบกันโคยใช้แผ่นรังผึ้งความหนา 3.2มม แทรกกลาง   ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างแบบที่ 3
มีความแข็งสูงกว่าแบบที่ 1 ถึง 37 เท่า และทนแรงบิดงอสูงกว่า 7 เท่า   แต่ในขณะที่มีน้ำหนักมากว่าเพียง 9% เท่านั้นเอง
 
                                         
     
ตารางที่1    

 

แบบที่ 1

แบบที่ 2

แบบที่3

Relative Stiffness (เท่า)

1

7

37

ระยะบิดตัว (นิ้ว)

1.0

.14

.027

Relative Bending Strength (เท่า)

1

3

7

น้ำหนัก  ปอนด์/ตร ฟุต

.910

.978

.994

ในท้องตลาดนั้นการใช้ PU โฟมเป็นวัสดุเสริมความหนาในโครงสร้างแบบแซนวิชเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  อย่างไรก็ดีถ้าชิ้นงานต้องการความแข็งแรง
ไม่ว่าในเรื่องของแรงกด แรงเฉือน หรือทนการบิดงอแล้วแผ่นรังผึ้งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้  ดูตารางที่ 2  นอกจากว่าจะใช้สำหรับงานฉนวน
กันความร้อน หรือเก็บความเย็นก็ไปอีกเรื่อง  แต่ก็อีกนั่นแหละว่าเราสามารถใช้แผ่นรังผึ้งแล้วฉีดโฟมเข้าไปให้ทั่วๆเซลก็ให้ผลทางด้านการเป็นฉนวน
ความร้อน/ ความเย็นได้เหมือนกันโดยที่ให้ความแข็งแรงไปในตัว
 
ตารางที่ 2

 

 

แรงกค

แรงเฉือน

 

Density

Strength

Modulus

Strength

Modulus

 

(pcf)

(psi)

(ksi)

(psi)

(ksi)

รังผึ้งอลูมิเนียม

3.1

300

75

210

45

รังผึ้งกระดาษเคลือบ

3

325

20

175

6

รังผึ้งไฟเบอร์

3

410

23

195

19

PU โฟม

3

80

2.5

70

2.5

        กล่าวโดยสรุปได้ว่าถ้าต้องการออกแบบชิ้นงาน FRP ที่ต้องรับน้ำหนักและต้องการการคงความเรียบสม่ำเสมอของพื้นผิว   หรือการออกแบบชิ้น
งานให้มีความหนาในขณะที่ต้องการให้มีน้ำหนักเบาและคงความแข็งแรงไว้คงไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่าการใช้แผ่นรังผึ้ง   ตารางที่ 3 แสดงถึงการใช้
วัสดุชนิดต่างๆ และโครงสร้างแบบต่างๆ  มาทำแผ่นสำหรับงานโครงสร้างที่ขนาดกว้าง 1 ฟุต ยาว 8 ฟุต โดยกำหนดให้มีน้ำหนักที่เท่าๆ กันจากการ
ทดสอบหาความแข็งแรงในเชิงเปรียบเทียบเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับโครงสร้างแซนวิชรังผึ้ง  ผลที่ได้ชัดเจนมาก
 
                    
 
 
     
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Copyright ©2007 JN TRANSOS.. All Rights Reserved.
ออกแบบและจัดทำเว็บไซต์โดย Tabaa Design.com