dot dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




การทำไฟเบอร์กลาส (ตอนที่ 2)

 1  เริ่มที่ต้นแบบ (ปลั๊ก)   

    เริ่มต้นของการผลิตชิ้นงานนั้นเราต้องมีต้นแบบหรือที่ภาษาช่างจะเรียกว่าปลั๊ก  ซึ่งอาจเป็นการทำขึ้นมาเองเลยเช่นขึ้นโครงเรือที่ต้องการด้วยโครงไม้และไม้อัดตามรูปแบบที่วางไว้   หรืออาจจะใช้วิธีซื้อชิ้นงานสำเร็จรูปที่ราคาไม่สูงนักมาทำเป็นปลั๊กเช่นพวก สปอย์เลอร์ รถยนต์ก็ได้   การทำปลั๊กด้วยต้นเองนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละความชำนาญและงานที่จะทำ  บางท่านอาจถนัดที่จะขึ้นรูปด้วยพียูโฟม   บางท่านอาจจะขึ้นรูปด้วยขี้ผึ้ง (โดยเฉพาะงานหล่อก็ได้เหมือนกัน  ปลั๊กนั้นเป็นจุดสำคัญของการผลิตชิ้นงานไฟเบอร์อย่างมาก เพราะถ้าปลั๊กทำออกมาได้ดี  ขนาดและสัดส่วนถูกต้อง  ผิวเรียบไม่เป็นคลื่น ขอบสันมุมไม่เบี้ยว  โมลด์ที่ก๊อปมาจากปลั๊ก ก็จะดีตามไปด้วย  และเมื่อนำโมลด์นั้นมาผลิตชิ้นงาน  ชิ้นงานก็จะสวยงามและสัดส่วนถูกต้องใกล้เคียงกับปลั๊กมากที่สุด     ถ้าผู้ผลิตชิ้นงานไฟเบอร์กลาสบางแห่งที่ยังไม่มีความชำนาญพออาจจะไม่ต้องการเสียเวลาหรือเสี่ยงกับการทำโมลด์เองก็อาจให้ผู้ผลิตรายอื่นที่มีความชำนาญมากกว่าช่วยทำโมลด์ให้ก็มี

การทำแม่แบบ (โมลด์)

    ก่อนจะเข้าสู่การทำโมลด์ขอให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจของศัพท์ที่ใช้ในบทความนี้อีกสักครั้ง  มีคำศัพท์อยู่สามคำที่จะใช้บ่อยๆสลับกันไปมาที่อาจทำให้เกิดความสับสนได้เวลาท่านผู้อ่านพบคำเหล่านี้ขอให้ใช้ความสังเกตด้วย  

.  ต้นแบบ หรือเรียกอีกอย่างว่า ปลั๊ก หมายถึง ตัวเริ่มต้นที่เราต้องการให้งานออกมาเหมือนอย่างนั้น  ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการทำเรือ ด้วยไฟเบอร์กลาส  โดยต้องการก๊อปจากเรือที่มีอยู่แล้ว  ปลั๊กของเราก็คือเรือลำที่ต้องการก๊อปนั้น  แต่ถ้าเราไม่ได้ต้องการก๊อปของใคร  เราก็ต้องขึ้นรูปเรือขึ้นมาเองด้วยการทำโครงไม้อัดเป็นลักษณะลำเรือขึ้นมา    โครงไม้อัดรูปเรือนั้นก็จะเป็นปลั๊กของเรา   

.  แม่แบบ  หรือเรียกอีกอย่างว่าโมลด์ เป็นตัวที่เราถอดแบบออกมาจากปลั๊ก  โดยทั่วไปโมลด์จะทำขึ้นจากไฟเบอร์กลาส จะเป็นลักษณะกลับด้านกันกับตัวปลั๊ก โมลด์จะถูกใช้เป็นแม่พิมพ์ทำชิ้นงานออกมาได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเสื่อมสภาพจึงจะต้องทำขึ้นมาให้มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ

.  ชิ้นงาน   คือผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาส ที่เราขึ้นรูปออกมาจากโมลด์  จะมีลักษณะกลับด้านกับโมลด์  นั่นก็คือจะมีรูปทรงกลับไปเหมือนกับปลั๊กที่เราต้องการก๊อปออกมานั่นเอง   

กลับมาสู่การทำโมลด์  ซึ่งเราจะขึ้นรูปด้วยไฟเบอร์กลาสเพราะเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่จะทำโมลด์ที่สุด  มีในบางกรณีที่ผู้ผลิตใช้โมลด์เหล็กในกระบวนการผลิตแบบใช้แรงดันหรือสุญญากาศอัดเรซิ่นเข้าไปในโมลด์ที่เป็นแบบประกบ 2 ด้าน    ส่วนกระบวนการผลิตแบบใช้มือทาเรซิ่นจะใช้โมลด์ด้านเดียวเท่านั้น  ชิ้นงานที่ได้ก็จะเรียบแค่ด้านเดียวคือด้านที่สัมผัสกับโมลด์  ส่วนด้านที่ไม่สัมผัสกับโมลด์จะเห็นเป็นลายเส้นๆของใยแก้วอยู่    

2. 1   เริ่มต้นการทำโมลด์จากการเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆดังนี้

1.เรซิ่นสำหรับทำงานไฟเบอร์กลาส

2.ใยแก้ว เบอร์ 300450 หรือ 600 แล้วแต่ความหนาที่ต้องการ

3.ใยทอ  wr 400600หรือ 800 แล้วแต่ความหนาที่ต้องการ

4.โมโนสไตรีน (โมโนใช้ผสมปรับความเหลวของเรซิ่นตามต้องการ

5.อาซีโทน ใช้ล้างเครื่องมือ

6.ตัวเร่งปฏิกิริยา (ตัวเร่ง) MEKP ใส่ให้เรซิ่นแข็งตัว

7.ตัวช่วยเร่งปฏิกิริยา (ตัวม่วงโคบอลท์  ใส่ให้เรซิ่นแข็งตัว

8.ผงแคลเซียม ใส่เพื่อเพิ่มเนื้อ ลดต้นทุนการผลิต และให้เรซิ่นมีความแกร่ง

9.เจลโค๊ด  เป็นเรซิ่นที่มีความหนืดและความทนทานสูง ใช้เป็นผิวหน้าที่สัมผัสต้นแบบ

10.สีผสมเรซิ่น ใส่ในเจลโค๊ดให้มีสีในตัว

11.ขี้ผึ้งหรือน้ำยาถอดแบบ

       

           ขี้ผึ้งถอดแบบ                                   น้ำยาถอดแบบ

12.ลูกกลิ้งใยสังเคราะห์สีขาว สำหรับทาเรซิ่นลงบนใยแก้ว

13.ลูกกลิ้งเหล็กสำหรับรีดน้ำยาและไล่ฟองอากาศ

14.อุปกรณ์เซฟตี้ในการทำงานเช่นผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดจมูก ถุงมือ  แว่นตา รองเท้าบู๊ท

15.อุปกรณ์อื่นๆ เช่น คัตเตอร์  หินเจียร์  กระป๋อง และขันสำหรับ ใส่ และตักเรซิ่น  กระบวย สำหรับ ตวง MEKPหรือ ตัวม่วง (ห้ามใช้ร่วมกัน) กระดาษทราย ไล่เบอร์ 150, 320, 400, 600, 800, 1000 ถึงเบอร์ 1500 เครื่องขัดขนแกะ ขี้ผึ้งแดงขัดหยาบ  ขี้ผึ้งขาวขัดละเอียด  แว๊กซ์ขัดเงา ฯลฯ

    

     กระดาษทายน้ำ                  ขี้ผึ้งขัดละเอียด                     ขี้ผึ้งขัดเงา                    ลูกปัดขนเเกะ                           สีโป้ว

2.2 เตรียมผิวปลั๊กให้สะอาดและเรียบเป็นมัน  โดยการขัดแต่งให้สมบูรณ์ที่สุด  ที่ต้องเตรียมผิวปลั๊กให้เรียบเงางามและสมบูรณ์นั้น  เพื่อให้โมลด์ถอดออกมาจากปลั๊กตัวนั้นจะได้มีผิวเงางามและไม่ต้องเสียเวลามากในการแต่งซ่อมโมลด์ที่ไม่สมบูรณ์   นอกจากนี้ยังช่วยให้การถอดโมลด์ออกจากปลั๊กเป็นไปโดยง่ายด้วย 

2.3 ขัดปลั๊ก รอบสุดท้าย ด้วยขี้ผึ้งถอดแบบ  ในแต่ละรอบให้ทิ้งเวลาห่างกันซัก 15 นาที   ขี้ผึ้งถอดแบบนี้เป็นขี้ผึ้งที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการถอดแบบชิ้นงานไฟเบอร์โดยเฉพาะ  เนื่องจากเรซิ่นก็เหมือนกาวดีๆนี่เอง ถ้าเราไม่ลงขี้ผึ้งถอดแบบให้ดีก็อย่าหวังว่าจะถอดโมลด์ออกมาจากปลั๊กได้  ถึงออกมาได้ก็คงเสียหายทั้งปลั๊กและทั้งโมลด์แน่นอน

2.4 เตรียมเจลโค๊ทซึ่งเป็นเรซิ่นที่ใช้ทำชั้นผิวหน้าของโมลด์เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งของพื้นผิวและเป็นเงางาม  ให้พร้อม

      2.4.1   ถ้าเป็นเจลโค๊ทใสให้ใส่สีลงไปในอัตราส่วนที่ต้องการแต่ไม่เกิน 10%    โดยทั่วไปสีที่เหมาะกับการทำโมลด์คือสีดำ หรือ น้ำเงิน  บางท่านใช้สีแดง แต่ไม่ขอแนะนำเพราะบางทีสีแดงในโมลด์อาจตามไปที่ชิ้นงานที่ออกแบบมาให้เป็นสีขาวได้  ถ้าโมลด์เป็นสีดำหรือน้ำเงินถึงจะมีสีหลุดจากผิวโมลด์ตามไปบ้างก็ยังสังเกตยาก  

     2.4.2   ผสมตัวม่วงโคบอลท์ ลงในเจลโค๊ทในอัตราส่วนประมาณ 0.1% เช่นเจลโค๊ท 1 กก ให้ใส่โคบอลท์ แค่ 1กรัม เท่านั้น   กวนส่วนผสมทั้งสองให้เข้าทั่วกัน 

     2.4.3     ใส่ตัวเร่ง MEKP ตามลงไปที่อัตราส่วนประมาณ  1%  คือเจลโค๊ท กก ให้ใส่ตัวเร่ง 10 กรัม แล้วคนให้เข้ากัน   โดยทั่วไปเมื่อผสมโคบอลท์ และ ตัวเร่งลงไปแล้วเรซิ่นหรือเจลโค๊ท จะเริ่มเป็นเจลจนทำงานไม่ได้ภายใน 20 นาที  เพราะฉะนั้นการจะผสมเจลโค๊ทจะต้องผสมทีละน้อยเท่าปริมาณการใช้งานในแต่ละครั้งเท่านั้น  มีข้อควรระวังคืออย่างใส่โคบอล์ทลงไปในตัวเร่งโดยตรงเพราะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ให้ความร้อนสูงซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้โดยง่าย

2.5 ใช่กาพ่นสีหรือเครื่องพ่นเจลโค๊ทพ่นลงไปบนปลั๊กที่เตรียมผิวไว้แล้วโคยให้มีความหนาของเจลโค๊ทประมาณ .5มม-1 มม แล้วทิ้งไว้จนแห้งซึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในกรณีที่เป็นเจลโค๊ทผสมสีขาวหรือสีอื่นๆ  แต่ถ้าเป็นเจลโค๊ทผสมสีดำต้องรอให้แห้งนานกว่านั้น   ถ้าไม่รอแห้งแล้วรีบลงชั้นใยแก้วและเรซิ่นต่อเลยจะทำให้เกิดรอยย่นขึ้นที่ผิวเจลโค๊ทเนื่องจากโมโนสไตรีนในเรซิ่นซึ่งมีอยู่มากกว่าจะไปละลายผิวเจลโค๊ทออก  เจลโค๊ทที่เราพ่นลงไปบนปลั๊กนี้ก็คือผิวของโมลด์นั่นเอง

2.6สัมผัสดูว่าเจลโค๊ทแข็งตัวแล้ว แต่ยังอาจนะเหนียวๆนิดหน่อยอยู่ก็ไม่เป็นไร  ให้เริ่ม เตรียมเรซิ่น(เกรดไฟเบอร์)ไว้ทำชั้นต่อๆไปของโมลด์ดังนี้

    2.6.1  ผสมผงแคลเซียมลงในเรซิ่นเพื่อเพิ่มเนื้อตามต้องการ ซึ่งการผสมผงแคลเซียมนี้จะช่วยลดต้นทุนได้มากและช่วยเพิ่มความแข็งของพื้นผิว แต่ก็มีข้อเสียคือเรซิ่นจะเข้ากันกับใยแก้วได้น้อยลงเรซิ่นแห้งช้าลง,  เนื้อของโมลด์จะเสียความเหนียวแน่นไป  ฉะนั้นผู้ผลิตชิ้นงานต้องดูถึงงานของแต่ละท่านเองด้วยว่าจะใส่ผงแคลเซียมมากหรือน้อยเท่าใด    2.6.2  ผสมโมโนสไตรีนเพื่อปรับลดความข้นเหนียวของเรซิ่นหลังจากผสมผงแคลเซียมไปแล้วเพราะผงแคลเซียมจะทำให้เรซิ่นมีความหนืดมากขึ้น

   2.6.3  ผสมตัวม่วงโคบอลท์ ลงในเรซิ่นในอัตราส่วนประมาณ 0.1% เช่นเรซิ่น 1 กก ให้ใส่โคบอลท์ แค่ กรัม เท่านั้น   กวนส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน

   2.6.4  ใส่ตัวเร่ง MEKP ตามลงไปที่อัตราส่วนประมาณ  1%  คือเรซิ่น กก ให้ใส่ตัวเร่ง 10 กรัม แล้วคนให้เข้ากัน  เช่นเดียวกับเจลโค๊ท  เรซิ่นก็จะเริ่มเป็นเจลจนทำงานไม่ได้ภายใน 20 นาที  เพราะฉะนั้นการจะผสมเรซิ่นจะต้องผสมทีละน้อยเท่าปริมาณการใช้งานในแต่ละครั้งเท่านั้น

2.7เริ่มวางใยแก้วที่ตัดเตรียมไว้ล่วงหน้าตามรูปแบบของงานโดยวางใยแก้วลงไปแล้วทาเรซิ่นให้เปียกทั่วด้วยลูกกลิ้งใยสังเคราะห์แล้วรีดน้ำยาส่วนเกินรวมทั้งไล่ฟองอากาศออกด้วยลูกกลิ้งเหล็ก   การวางใยแก้วแล้วทาเรซิ่นนั้นควรทำทีละชั้นเพื่อให้การทาเรซิ่น  การรีดเรซิ่น และการไล่ฟองอากาศเป็นไปอย่างสมบูรณ์ทุกชั้น  ทำทีละชั้นดังนี้จนได้ความหนาที่ออกแบบไว้   ถ้าต้องใช้ใยทอเพื่อเสริมความแข็งแรงของโมลด์ก็ให้ทำในลักษณะเดียวกันโดยถือเป็นชั้นหนึ่งของใยแก้ว  อย่างไรก็ดีการรีดน้ำยาและไล่ฟองอากาศของใยทอนั้นจะเป็นไปได้ยากกว่าเนื่องจากความหนาที่มากกว่าและความหนาแน่นของเส้นใยที่มากกว่า

2.8  รอจนเรซิ่นแห้งสนิทซึ่งจะใช้เวลาประมาณ วัน ถึงจะทำการแกะโมลด์นี้ออกจากปลั๊กได้ แต่ถ้าเป็นชิ้นงานขนาดเล็กก็จะใช้เวลาสั้นลง  ไม่ควรรีบแกะโมลด์ที่ยังแห้งไม่ได้ที่เพราะโมลด์ที่ได้อาจบิดเบี้ยวพอนำไปขึ้นรูป   ชิ้นงานที่ออกมาก็จะบิดเบี้ยวไปตามโมลด์เช่นกัน   โดยทั่วไปนั้นผู้รู้ที่ออกแบบงานไฟเบอร์จะออกแบบมาให้การถอดโมลด์ออกจากปลั๊กและการถอดชิ้นงานออกจากโมลด์เป็นไปได้ง่ายที่สุดคือจะต้องไม่มีความลึกที่จะก่อให้เกิดสุญญากาศในระหว่างการถอด  จะต้องไม่มีเหลี่ยมมุมที่ขัดขวางการถอด  ผิวปลั๊กควรจะเนียนเรียบให้มากที่สุด ลวดลายต่างๆ ต้องไม่ไปขวางการถอดเป็นต้น  ถ้ารูปทรงของปลั๊กซับซ้อนเกินไป ก็จะมีการแบ่งการทำโมลด์ออกเป็นส่วนๆแล้วค่อยมายึดประกอบกันด้วยน๊อตอีกทีให้เป็นรูปร่างโมลด์ที่สมบูรณ์อีกที   ถึงกระนั้นก็ตามมักจะมีปัญหาการถอดโมลด์ออกจากปลั๊กไม่ออกอยู่เสมอ  ซึ่งอาจจะมาจากแง่มุมใดแง่มุมหนี่งในการออกแบบหรือการเตรียมผิวปลั๊กตามที่กล่าวมาแล้วก็ได้   วิธีที่จะช่วยในการถอดคือใช้ค้อนยางเคาะจากด้านหลังของปลั๊กให้ผิวของปลั๊กกับผิวของโมลด์ที่ยังอาจติดอยู่ร่อนออก  และเป็นการให้อากาศภายนอกเริ่มแทรกเข้าไปอยู่ระหว่างกลางของพื้นผิวทั้งสองได้  ถ้ายังไม่ออกให้เผยอขอบโมลด์แล้วใช้น้ำจากสายยางอัดเข้าไป บางท่านอาจจะใช้วิธีจุ่มทั้งปลั๊กและโมลด์ที่ไม่ใหญ่เกินไปนักลงในถังน้ำแล้วใช้น้ำจากสายยางอัดเข้าไปตามขอบที่เผยออยู่  น้ำในถังซึ่งมีความดันอยู่แล้วรวมกับความดันน้ำจากสายยางจะแทรกเข้าไประหว่างพื้นผิวทั้งสองแล้วช่วยให้การถอดโมลด์ออกจากปลั๊กได้ง่ายขึ้น    ถ้ายังไม่ออกก็ต้องใช้วิธีเคาะฟังเสียงหาจุดที่ยังติดอยู่แล้วใช้ดอกสว่านเบอร์ 1/8นิ้วเจาะที่เนื้อโมลด์แล้วใช้เครื่องอัดอากาศอัดเข้าไปเพื่อให้อากาศไปแทรกระหว่างพื้นผิวของปลั๊กกับผิวโมลด์ที่ยังติดอยู่ให้ได้มากที่สุด   เวลาเจาะให้หาตำแหน่งที่เจาะที่ท่านจะสามารถซ่อมโมลด์ได้ง่ายที่สุดด้วย

     โมลด์ที่เราได้มานี้เป็นโมลด์ใหม่ที่ทางฝรั่งเรียกว่า Green Mold เป็นโมลด์ที่จะต้องมาทำความสะอาดและตกแต่งผิวที่อาจมีความเสียหายจากการถอดโมลด์อีกที    โดยอาจต้องมีการโป้วแล้วขัดด้วยกระดาษทรายไล่เบอร์ไปจนเรียบเนียนแล้วขัดด้วยขี้ผึ้งขัดหยาบสีแดง  ขัดละเอียดสีขาว ตามที่ได้อธิบายมาในขั้นตอนการเตรียมผิวปลั๊ก   โมลด์ที่พร้อมใช้งานนั้นผิวจะเรียบเป็นมันเงาแต่ก็ยังมีความเสี่ยงว่าชิ้นงานอาจจะยังติดกับโมลด์ใหม่ได้เพราะในโมลด์ใหม่ยังมีโมโนสไตรีนที่ยังอยู่ในเนื้อเรซิ่นที่ยังระเหยไปไม่หมด   จะค่อยๆออกมาซึ่งไอของโมโนสไตรีนจะสามารถทำลายชั้นขี้ผึ้งถอดแบบออกไปได้บางส่วนทำให้ถอดชิ้นงานออกจากโมลด์ใหม่ได้ยากกว่าโมลด์เก่าที่ใช้มาได้ซักระยะหนึ่ง  

 

อ่านต่อ...ตอนที่ 3




.




บริษัท เจ.เอ็น.ทรานสอส(ประเทศไทย)จำกัด T.02-8137315,6 Fax.02-8111574